เทวดาของผม
posted on 19 Sep 2007 15:41 by innocentgay in Commonเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 แล้วล่ะแต่ไม่มีเวลามาอัพเลยขอมาเล่าเรื่องย้อนหลังละกันครับ...
เทวดาของผม
"สาย... สายอีกแล้วววว" ผมรีบจ้ำอ้าวออกจากประตูรั้ว
"9 โมงกว่าแล้วหรอเนี่ย" ป่านนี้จะยังไปทันอยู่อีกหรือเปล่าเนี่ย เพราะงานหนักเมือคืนแท้ๆเลย ถ้ามันไม่เยอะขนาดนี้นะคงไม่ต้องนั่งปั่นตั้งแต่หัวค่ำยันเก้าโมงสายหรอก(ไม่ได้นอนทั้งคืน)
หลังจากรีบวิ่งผ่านถนนในหมู่บ้าน ลัดเลาะไปตามซอกซอย และประตูหลังของบ้านใครบางคน
"เจ้าพระคู้น ขอให้ไปทันทีเทิ้ดดด ถ้างานนี้สำเร็จลล่วงไปด้วยดี ลูกจะเอาพวงมาลัยมาถวาย" ผมคิดพร้อมกึ่งวิ่งกึ่งไหว้ศาลพระภูมิหน้าหมู่บ้านที่ยกมือขออะไรบ่อยๆ
พอเดินมาถึงหน้าหมู่บ้าน สายตาของผมก็สอดส่องหาแท็กซี่ซักคันเพื่อมาเป็นราชรถไปสู่จุดหมายอันยาวไกลในเวลาอันนิดเดียว
แล้วผมก็มองเห็น.....
ศาลพระภูมิท่านส่งบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วยผมผมแล้ว ขาวจริงๆ เบื้องหน้าคือแท็กซี่สภาพสุดโทรมที่มีลายขาว-แดงพาดอยู่ สภาพความเก่าไม่ต่ำกว่า 10ปีแน่
"แ_ง ซวยจริงๆยิ่งรีบๆอยู่ด้วย อย่างงี้จะไปทันมั๊ยเนี่ย" ผมมองด้วยสายตาละห้อย
"อ๊ะ! ไม่มีคนขับนี่นา รอคันดีๆต่อไปแล้วกัน ขอให้มาเร็วๆเถอะ" แต่ครั้งนี้คำอธิษฐานของผมไม่เป็นผล คนขับหน้าเข้ม ผิวคล้ำ ที่นั่งในศาลาส่งสายตาถามว่าหาแท็กซี่อยู่รึเปล่า ด้วยความเกรงใจที่มีมาในกมลสันดาน ผมจึงต้องพยักหน้ารับ และวิ่งขึ้นไปนั่งในรถอย่างเร็ว
"เหยียบให้มิดเลยครับน้า ไปโรงเรียน ..."
"ได้เลยครับ" คำตอบที่ได้กลับมาพาให้ใจชื้นไม่มาก แต่ก็ยังดีที่มีการตอบสนอง
แล้วรถอันร้อนระอุเพราะจอดทิ้งไว้กลางแดด ก็เริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า
"อย่างน้อยก็ไม่ใช่เต่าคลานละนะ" ผมคิดอย่างสิ้นหวังแต่แอบหวังแต่แล้วผมก็สังเกตเห็นความแตกต่างขึ้น แท็กซี่เร่งความเร็วและขับอย่างคล่องตัวไปบนถนนด้วยเสียงเครื่องอันทรงพลังปานม้าพันธุ์ดี คนขับเริ่มชวนคุยจิปาถะ แต่ผมยังรู้สึกหงุดหงิดกับไฟแดงที่ดูจะนานกว่าปรกติแล้วคำหนึ่งที่คนขับพูดก็ทำให้ผมสงบลงจากความรุ่มร้อนทันที(รีบเว้ย ไม่ได้หื่น)
"ยิ่งเร่ง มันก็ยิ่งช้านะ" เขาพูดอะไรลอยๆประมาณนี้ เหมือนจะเตือนสติผม ผมจำไม่ได้แล้วเพราะสติตอนนั้นจดจ่ออยู่กับคำว่า
"กูจะสายแล้ววว" ด้วยระยะทางเกือบ 14 กิโลฯ โดยใช้เวลาแค่เกือบไม่ถึงครึ่งชั่วโมง จนดูเหมือนแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ด้วยคำๆนั้นผมก็สงบสติ หายใจลึกๆแล้วคิดว่า
"เออ กูสายแน่ๆนั่นแหละ-*-"
"ปรกติน้องไปทางไหนครับ" เขาถามขึ้นมาลอยๆเหมือนชวนคุยผมตอบกลับไปตามจริงถึงทางที่ใช้ไปโรงเรียนทุกวันอย่างไม่คิด ซึ่งนั่นคือทางที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างตลอดสาย ในขณะที่อีกทางซึ่งไม่ได้คิดถึงเลยเป็นทางที่น่าจะไปเร็วเพราะไม่มีไฟแดงเลยและไม่ได้ก่อสร้าง
(อันที่จริงผมก็ไม่รู้หรอกว่าอันไหนเร็วกว่า แต่ทางนั้นน่าจะเร็วนะ)
รถทะยานตรงผ่านสี่แยกไปโดยไม่เลี้ยว บอกให้รู้ว่าผมได้เลือกเส้นทางวิบากแล้ว...ด้วยตนเอง
"ตู๊ดๆๆ ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ" ผมเซ็นเซอร์อยู่ในใจ ไปทางนี้ตายแน่ๆ...
แล้วความคิดของผมก็เป็นจริงดังคาด รถมากมายเบียดแออัดกันในถนนสองเลนที่เปียกชุ่มจนเป็นโคลน และเป็นหลุมบ่อ ความเร็วในการคืบคลานตอกย้ำความรู้สึกว่างานนี้โดนเพื่อนๆทั้งห้องรุมกระทืบ โทษฐานมาไม่ทันนำเสนอโครงงานของห้องแน่ๆ
เพื่อนแก้วเพื่อนเกลอก็โทรตามกันยิกๆเพราะเวลาล่วงเลยจนนำเสนอเป็นกลุ่มที่สองแล้ว(ผมกลุ่มสาม แต่จะนำคะแนนของทุกกลุ่มมารวมกันเป็นคะแนนของห้อง)
แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นหวัง ถนนหนทางที่เปลี่ยนไปเพราะบางช่วงของถนนมีการทำจนเสร็จแล้ว รถเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีกจนรู้สึกได้ถึงแรงจีที่เพิ่มขึ้น บอกให้รู้ว่าคนขับผู้นี้ทุ่มเทเพื่อผมเพียงใดในการที่จะพาไปส่งถึงจุดมุ่งหมายให้ทันกาล
ผมจับเวลาเล่นๆเพื่อดูว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดในความเป็นจริงและในความคิด เผื่อจะทำให้ใจที่ร้อนรุ่มนี้เกาะติดกับเวลาจริงไม่ใช่เวลาที่"สมมุติขึ้น"
รถแท็กซี่ยังคงทะยานต่อไปด้วยความมานะ จนทำให้ประหลาดใจว่าแท็กซี่คันนี้ "เครื่องแรงกว่าที่เห็น" แถมแอร์ก็เย็นฉ่ำทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ระอุราวกับเตาอบท่าจะซ่อนคมเอาไว้เหมือนคนแก่ผู้ทรงภูมิและเก่งกาจ
รถเริ่มเปลี่ยนทิศและขับต่อไปแม้ยังมีอุปสรรคคือไฟแดงคอยจองล้างจองผลาญอยู่
"มีลุ้นแฮะ อาจทันก็ได้ เพราะขับมาตั้งไกลพึ่งผ่านไปสิบนาทีเท่านั้นเอง" แปลกเหมือนกันที่ไวขนาดนี้ ผมคิดเข้าข้างตัวเองอย่างไม่อายใคร เพราะมันช่วยเติมความหวังและทำให้รู้สึกผ่อนคลายก่อนที่จะต้องไปนำเสนอคนเดียวโดยที่บทก็ยังไม่ได้จำ(บทอยู่ในงานที่ทำ แต่งานก็พึ่งทำเสร็จ) แล้วความคิดนึงก็เข้ามาในหัว หรือว่าจะเป็น...
"เทวดา"
ความคิดบ้าของเด็กใจแตกทำให้ผมเหลือบมองป้ายคนขับและเลขทะเบียนรถเพื่อจำเอาไว้
ทธ-12**
แล้วก็มองเห็นมิเตอร์... แปดสิบกว่าบาทแถมใกล้จะถึงโรงเรียนแล้ว ราคาดูถูกผิดปรกติ
"เป็นเทวดา รึเปล่าวะ?" อืม... น่าสงสัย
"น้องจะลงทางด้านไหน ให้กลับรถก่อนรึเปล่าครับ" มีเสียงเอ่ยถามมาว่าให้กลับรถไปลงหน้าโรงเรียนรึเปล่า หรือผมจะข้ามสะพานลอยเอง
"พี่สะดวกทางไหนล่ะครับ" ผมตอบแบบให้เลือกแทน เพราะด้วยเวลาขณะนี้ ผมทันชัวร์ๆแถมเหลือเวลาด้วย สังเกตุว่าสรรพนามตอนต้น คือน้า แปรเปลี่ยนมาเป็นพี่ในตอนนี้แล้ว
"ผมสะดวกทั้งสองทางแหละ ผมชอบให้ลูกค้าเลือกเอง สบายใจทั้งเราแล้วก็ผู้โดยสาร"
"มิน่าล่ะถึงได้ขับมาทางวิบาก เพราะเราตอบเลือกทางนี้นี่เอง" ฟังเสร็จผมก็คิด
"งั้นจอดใต้สะพานลอยละกันครับ" ผมตอบตัวเลือกไปพร้อมกับที่ไฟแดงที่รออยู่เปลี่ยนเป็นไฟเขียวพอดี โรงเรียนอยู่ใกล้ๆสี่แยกนี่เอง ในที่สุดก็ถึงรถจอดลงข้างทางใต้สะพานลอยผมเหลือบมองมิเตอร์อีกทีแล้วควักแบงค์ร้อยส่งให้
"ไม่ต้องทอนหรอกครับ ขอบคุณมากครับ" ผมบอกพอเห็นเค้าควักตังมาทอนบ้าง ไม่ทอนก็คุ้มแล้ว ผมปิดประตูแล้วรีบไต่ขึ้นสะพานลอย(ขั้นมันสูงอะ) แล้วก็เอะใจถึงสิ่งที่คิดในรถ เลยเหลียวกลับไปมองรถที่ออกตัวไปอีกครัง ไม่รู้ว่าตาฝาดไปรึเปล่าแต่ผมคิดว่าผมเห็นปีกสีขาวขนฟูแวบๆ แลบออกมาจากที่นั่งคนขับแท็กซี่ลายแดง-ขาวคันนั้นนะ...เอ๊ะ ปีกหรอ!!!
แล้วอัศวินขี่ม้าขาวพาดแดง หรือจะเรียกว่าเทวดาของผมก็คงไม่ผิดนัก ก็ควบอาชาพันธุ์ดีทะยานออกไปช่วยคนอื่นต่อไป...
By น้องละอ่อน
ปล.แล้วผมก็เอาพวงมาลัยไปไหว้ศาลพระภูมิเมื่อคืน เพราะงานทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามที่ท่านสัญญาเอาไว้ ผมก็ต้องรักษาสัญญา



#1 By Mr.show on 2007-09-19 17:05