อะไรกันคนกรุง
posted on 02 Jun 2009 16:43 by innocentgay in Commonไม่ได้กลับมาให้ทุกๆคนเห็นนานมากๆ แต่จริงๆมาด้อมๆมองๆบล๊อคตัวเองทุกเดือน อยากจะเขียนเอนทรีเยอะๆเหมือนเมื่อก่อนแต่มันเริ่มไม่มีเวลาแล้วล่ะครับ ตอนนี้น้องละอ่อนขึ้นปีสองแล้วล่ะ เวลาที่สัมพัทธ์มันเดินไวมากๆจนเชื่อว่าเราทุกๆคนคงเคยรู้สึกเหมือนกันว่า เวลามันยืดหดได้(ซึ่งก็ได้จริง) วันนี้ก็ไม่ได้ว่างหรอกแต่นึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมาเลยโยนสัมภาระบนบ่าทิ้งไป กลับมาเล่าเรื่องราวใหม่ๆอีกสักครา...
ผมมาอยู่กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสิน... ได้ซักปีนึงแล้วครับ แต่เหมือนกับพึ่งย้ายมาอยู่ไม่นานนี้เอง ที่จริงเมื่อก่อนก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก จังหวัดในปริมณฑลนี่เอง แค่เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึง แต่สิ่งที่ทำให้มันดูห่างไกลไม่ใช่ระยะทางแต่คือสังคมที่ทำให้รู้สึกไกลบ้านอย่างเหลือเชื่อ
คนกรุงนี่มีอะไรต่างไปจากคนส่วนอื่นในประเทศนะครับ? อาหารก็คงไม่ใช่เพราะเห็นกินข้าวสวยเหมือนๆกัน ฐานะก็คงเปล่าเพราะขอทานเยอะกว่าต่างจังหวัดอีก หักลบกับคนรวยในเมืองฐานะเฉลี่ยคงพอกัน(ต่างกันที่ความเหลือม) หน้าตาก็อาจนิดหน่อยเพราะแถวนี้มีคนน่ารักเยอะไปหมด^^(เดินออกนอกบ้านทีไร หัวใจมันหวิว) แต่มันคงไม่ใช่ประเด็นที่เราจะกล่าวถึง
บางที...สิ่งที่ต่างอาจเป็น "ความคิด" ก็ได้มั้งครับ?
อาจเพราะเป็นเด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่ไม่ห่างไกลความเจริญแต่ก็เป็นพื้นที่ที่ความเสื่อมโทรมไปไม่ถึงน้องละอ่อนเลยบอกได้ถึงความต่างของเมืองกรุงกับที่แห่งอื่น
คนกรุงครับ...
เป็นอะไรกันนักกันหนาถึงได้ดูหน้าตาบอกบุญไม่รับทุกคน
เข้าใจว่าคนในเมืองนี้ไม่ค่อยน่าไว้ใจแต่ยิ้มเอาไว้ไม่ได้ทำให้โดนจี้หรอกครับ ความประมาทต่างหากที่ทำให้เสียท่า
ไม่ใช่คนที่เดินสวนทางมายิ้มให้แล้วเค้าจะล้วงกระเป๋า
มายิ้มให้กันซักหนึ่งหน่วยคงทำให้ที่นี่หน้าอยู่อีกหลายหน่วย
คนกรุงครับ...
มองไปข้างหน้าไม่เคยเกิน 90 องศาเพราะมองสูงกว่านั้นไม่มีสิ่งของหรือวัตถุให้ดู
มีแต่ท้องฟ้าว่างๆที่ไม่ทำเงินให้หรือซื้อมาใส่ไม่ได้เลยอย่าดูให้เสียเวลาอันมีค่าเปล่าๆ
เข้าใจอีกแหละว่ารีบร้อนเวลาไม่ค่อยมี
ถ้ามัวแต่เงยหน้าขึ้นไปอาจสะดุดฟุตบาทที่เป็นหลุมเป็นบ่อเอาเข้า
แถมตึกสูงๆก็ปาเข้าไปครึ่งท้องฟ้าแล้ว
แต่เอาเข้าจริงคุณไม่เคยคิดจะมองมากกว่าละมั้ง
น้องละอ่อนยืนนับคนบนสะพานลอยที่เงยหน้าขึ้นในขณะที่พระอาทิตย์กำลังตกดินด้วยสีที่แสบหูรูดแถมไล่สีสวยกว่าเสื้อแฟชันเป็นไหนๆได้น้อยกว่าจำนวนก้าวที่ต้องเดินบนสะพานลอยเสียอีก
แม้แต่ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่มีดาวเพียงสองสามดวงที่ส่องสู้แสงตึกได้ก็ยังดูสวย แต่กลับไม่มีใครมอง
ทุกคนในเมืองแห่งนี้มีสายตาเอาไว้มองเสื้อตัวสวยๆ ป้ายเซลล์
และแท๊กซี่เท่านั้น
ถ้าไม่มีข่าวออกว่าพระจันทร์ยิ้มได้เป็นกระแสจะมีซักกี่คนที่รู้ว่ามันเกิดขึ้นครับ?
ถ้าใครกำลังลำบากหลบเลี่ยงมันไว้ก่อนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เราจะได้ไม่ซวย เข้าใจว่าไม่อยากให้คนอื่นมองว่าแปลกหรือติดร่างแหซะเอง แต่แค่คนที่รถดับกลางถนนเนี่ยไม่มีใครมีใจจะไปช่วยเค้าเข็นบ้างเลยหรอ หรือรถคั้นนั้นดูเก่าคนขับดูจนเลยไม่คุ้มแรงช่วย น้องละอ่อนซื้อกับข้าวเดินออกจากท็อปไปช่วยเค้าเข็นยังเห็นคนที่ป้ายรถเมล์มองเราเหมือนตัวประหลาดเลย ช่วยก็ไม่ช่วยยังทำเป็นมองอีก ยิ่งเจ้าของรถเค้าจะให้ตังเรายิ่งเศร้าใจว่าคนกรุงเค้าคิดว่าทำอะไรต้องการสิ่งตอบแทนเป็นวัตถุเสมอหรอ แต่ยินดีรับมากๆสำหรับรอยยิ้มและคำขอบคุณที่ให้มานะครับ
ขอทานดูจะกลายเป็นอาชีพหลักของเมืองกรุงที่ทำรายได้ดีแถมมีพวกหลอกลวงเยอะมากๆ(ย้ำว่ามาก) บางครั้งอยากถามบางคนเหมือนกันว่าพิการทางความคิดหรือเปล่า(เพราะดูจากภายนอกปกติดี)ถึงมาขอทานหรือแกล้งเป็นใบ้ขายของ แกล้งตาบอดร้องเพลงยังมี เข้าใจอีกแหละว่างานในเมืองอันแออัดนี้หายาก แถมมนุษย์ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูจะมีความเห็นใจและสงสารคนที่พิการหรือลำบากน่าสงสารง่ายกว่า(แม้จะเป็นคนกรุง) แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่พิการ(ทางความคิด)เช่นนี้จะสมควรหาเงินด้วยความน่าสงสาร(ปลอมๆ)ของตัวเองและยื้อแย่งความช่วยเหลือจากคนที่น่าสงสารจริงๆ อาชีพมีให้ทำเสมออยู่ที่ว่าเลือกทำหรือเปล่า ถ้าเราไม่มีงานทำเพราะคนไม่ยอมรับไม่มีใครให้งาน จงสร้างงานสุจริตขึ้นมาด้วยตนเอง
และที่อยากให้ตั้งข้อสังเกตุคือตอนนี้ดูเหมือนงานในต่างจังหวัดและส่วนอื่นของประเทศไทยดูจะหาง่ายกว่าเมืองที่ได้ชื่อว่าคนหลั่งไหลเข้ามาเพราะอยากหางานทำเสียอีก
คนกรุงครับ...
น้ำใจเนี่ย
มีให้กันก็ไม่สิ้นเปลืองอะไรนะครับ ถ้าเทียบกับที่แห่งอื่น
กรุงเทพดูจะเป็นจังหวัดที่แล้งน้ำใจที่สุด(อาจเพราะคนเยอะเลยยิ่งแห้งแล้ง)
บางครั้งใครบางคนที่เจอเรื่องลำบากกลางถนนที่คนเดินอาจจะถูกมองด้วยความสงสัยแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่สนใจใยดี เช่น
ถ้าใครทำของหล่นกระจายจะไม่มีใครเข้าไปช่วยเก็บเลยถ้าไม่หล่อหรือสวย หรือคนอื่นไม่เข้าไปช่วยทุกคนก็เลยไม่เข้าไปช่วยกันนะ ช่วยกันเถอะครับ
บางที่ถ้าเป็นคนที่ลำบากซะเองคงจะทำให้เข้าใจก็ได้ว่าคนเราควรมีน้ำใจให้กันเพื่ออะไร
บางครั้งบางคราวน้องละอ่อนก็กลัวนะครับว่าตัวของเราเองจะถูกกลืนกินเข้าไป บางครั้งกลัวว่าอยู่เมืองอันศิวิไลนี้ไปนานๆแล้วจะเรียกได้ว่าตัวเองเป็น "คนกรุงเทพ" กลัวว่าตัวเองจะไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆที่เรามองในตอนนี้ เพราะถามใครต่อใครก็มาจากที่อื่นทั้งนั้นแต่แทบไม่เหลือเค้าเลย ไม่บอกคงคิดว่าอยู่มาตั้งแต่ก๋งตั้งแต่ปู่ยาอพยพมา
กลัวว่าตัวเองจะหลงไปกับแสงสีเสียงที่เป็นเปลือกทองชุบเมืองๆนี้ให้ดูน่าอยู่ กลัวว่าความสะดวกแต่ไม่สบายภายหลังจะทำให้เราคือคนกรุงในอนาคต หนึ่งปีที่ผ่านมานี้จึงเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าอย่าหลงไปกับสิ่งที่ทำให้คนกรุงตาบอด
เข้าใจครับว่าคนกรุงกำลังจะแย้งเพราะชั้นก็เคยช่วยคนอื่น ชั้นก็เคยยิ้มให้ผู้ชายที่สวนมาเพราะเค้าหล่อ(ฮ่วย) ชั้นก็เคยมองท้องฟ้าเพราะว่ามัน "เผลอ" ชั้นก็เคยทำเหล่านี้นะ
อยากถามว่า "บ่อยมั๊ยครับ" เพราะคนร้อยคนบนถนนคุณยิ้มให้กี่คน ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมงและมีสองครั้งที่ท้องฟ้าไม่ใช่สีฟ้าแค่สีเดียวคุณมองมันเดือนละกีหน
บางครั้งผมยังคิดเลยครับว่าผมเองเป็นคนกรุงและทำตัวแบบคนกรุง
..............แล้วคุณเองไม่เคยคิดหรือทำเลยหรือไง?..................
ปล.
ไม่ได้เขียนเอนทรีเพื่อว่าให้ออกมาทำกันเป็นกระแสคนดีรักโลก
เพราะเรื่องโลกร้อนที่ไม่ใช่เรื่องเล่นยังกลายเป็นเพียงกระแสเลยไม่
ได้หมายความว่าทำดีๆกันบ้างอย่าเห็นแก่ตัวและให้หัดช่วยเหลือคนอื่นเพราะทุกสิ่งดีๆต่างๆที่กล่าวมาถึงทำดีไปก็ไม่มีอะไรตอบแทนให้เป็นสิ่งของและทำไปไม่มีใครเห็นและชมเราหรอกครับ
และก็ไม่ได้ต้องการให้มีใครแก้ปัญหาอะไรหรืออยากให้ใครออกไปและใครไปเป็นอะไรแทนใคร(พอแล้ว) เพราะถ้าแก้ได้จริงคงทำกันนานแล้ว
จะว่าไปมันเป็นปัญหาที่ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นความเสื่อมโทรมที่มาพร้อมความเจริญเสมอๆ บ่นไปคงกลายเป็นสายลม
แต่ที่เขียนเพราะหวังว่าอย่างน้อยถ้าอ่านพันคน คงมีซักหนึ่งคนที่อ่านแล้วคิดได้ว่าเราควรทำอย่างไรให้กรุงเทพน่าอยู่ยิ่งขึ้น
By น้องละอ่อน
ป่วงๆแต่ก็กลับมาบ้านแล้วละกัน
