เอนทรีนี้ไม่ได้เขียนสดๆ ทยอยเขียนทีละนิดละหน่อย แต่งเติมจากความทรงจำเท่าที่นึกได้
..............................................................................................
ยามเย็นที่อากาศกำลังร้อนพอใช้
น้องละอ่อนกำลังนั่งตากแอร์เย็นๆดูทีวีอยู่ในร้านการ์ตูนเจ้าประจำที่เจ๊เจ้าของร้านจัดจ้านจนทำให้ละอ่อนติดใจ
กำลังรอให้เหล่าเซียนช่วยเฮ่งเจียออกมาจากกระดุมทองให้สำเร็จ(ลุ้นจนตูดโก่ง) จะได้กลับบ้านเสียที...
ยังไม่ทันไร แอบตดในห้องแอร์กลิ่นยังไม่ทันจาง
เมฆก้อนใหญ่ที่่มีแววจะทำกร่างเป็นพายุฝนห่าใหญ่ก็ปรากฏตัวเต็มท้องฟ้า
ทั้งๆที่เฮ่งเจียพึ่งเหงื่อตกได้เม็ดสองเม็ดเ่ท่านั้น
"เฮ๊ย... ฝนจะตกแล้วน่ะ มึงดูท้องฟ้าซิ ดำมืดเชียว"
เจ๊คนสวย(แต่ปาก)จัดจ้านรีบเตือนให้รู้ว่าถ้าไม่รีบย้ายก้นโดยไวอาจติดฝนอดกลับบ้านอยู่ที่ร้านแกเป็นแน่
"จริงด้วยเจ๊ ผมรีบกลับบ้านดีกว่า ไปแล้วนะครับ หวัดดีครับเจ๊"่
น้องละอ่อนรีบคว้ากระเป๋าจ้ำอ้าวออกจากร้านพร้อมเพื่อนสองคนรีบไปขึ้นรถสองแถวหลังตลาด
"ดูเหอะ พายุมาแน่" เพื่อนคนหนึ่งเปรยเบาๆก่อนแยกกลับไปคนละทาง หารู้ไม่ว่าพายุไม่เบาตามเสียงพูดเลย...
เม็ดฝนทยอดโดดร่มลงมาจากฟากฟ้าทีละสองสามหยดและมากขึ้นๆ จนพอขึ้นสองแถวหย่อนก้นนั่งได้ก็เริ่มเปียกปอนได้ที่แล้ว
ท้องฟ้ามืดลงดั่งราตรีในชั่วเวลาสั้นๆ
ที่นั่งริมด้านนอกสุดอันเป็นที่นั่งประจำถูกจับจองโดยน้องละอ่อน
ซึ่งไม่ทันคิดว่าฝนอาจสาดถึงจนหลวมตัวไปนั่งหน้าสลอนอยู่กับเพื่อน
"ตกหนักแน่เลยอ่ะ" ...วาจาสิทธิ์ดีแท้...
โชว์เฟอร์ไม่รอให้น้ำท่วมตลาดก่อนค่อยออกรถ จึงรีบออกจากท่าโดยไวขณะทีฝนซึ่งไล่หลังมาเพิ่มความแรงจนเกือบถึงจุดสุดยอดแห่งฝนแล้ว
ออกมาได้แปปเดียว พายุก็ถึงขีดสุด
หยดน้ำฝนที่ตกลงกระทบพื้นถนนแตกกระจากฟุ้งเป็นหยดและละอองเล็กๆกระเซ็นเข้ามาในรถ ถึงถนนใหญ่ก็เป็นขั้นที่เรียกได้ว่าจุดสุดยอดแล้ว
น้องละอ่อนมองออกไปภายนอกรถจ้องดูหยดฝนจำนวนนับร้อยนับพันที่ตกกะทบพื้น
ทุกๆวินาที พระพายกรรโชกซ้ายทีขวาทีจนเม็ดฝนแตกขบวนซัดสาดกระเซ็นเป็นฝอย...
ลมที่พัดแรงทำเอาละอองฝนฟุ้งปลิวในบรรยากาศ
มองดูเกือบเหมือนหมอกจากดรายไอซ์ยังไงยังงั้น ต่างกันแค่ "เปียก" และ
"ฟุ้งอย่างบ้าคลั่ง"
ลองอองฝนที่เรี่ยพื้นดูเป็นฝอยเหมือนดรายไอซ์นั้นแลคล้ายจะมีชีวิต
บิดพลิ้วและเต้นรำไปตามแรงลม
น้องละอ่อนมองดูเพลินๆจนไม่ทันสังเกตว่าฝนตกหนักมากขึ้นเพียงไร
ไฟหน้ารถที่ติดไฟแดงส่องจ้าออกมาทำให้มองเห็นละออง
ฝนได้อย่างชัดเจนแม้ในความมืด ตกผ่านลำแสงและแสดงตนเป็นเงาเล็กๆในแสงนั้น
ทำให้ดูเหมือนแสงไฟต่างก็บิดพลิ้วตามไปด้วย
ทั้งฝนเม็ดใหญ่ที่ตกลงมาและที่แตกกระจายฟุ้งเรี่ยพื้นจนเหมือนหมอกต่างก็
เต้นระบำระริกไหวตามแรงลม ดูเหมือนมีชีวิต
เหมือนเป็นเวทีที่มีหยดฝนเป็นคนแสดง สวยงามและเป็นศิลปะ
เป็นปรากฏการณ์ไม่ธรรมชาติจนทำให้หาดูภาพเด็ดๆแบบนี้ได้ยากถ้าไม่เกิดพายุเกย์พัดกระหน่ำแบบเอาให้โลกมันแตกไปเลย
ติดไฟแดงยังพอทำเนาเพราะฝนไม่ได้เฉียงเข้ามาทางด้าน ท้ายรถทำให้น้องละอ่อนไม่ค่อยจะเปียกเท่าไหร่เลย ดูท่าตอนลงรถคงเปียกมากกว่านี้แน่ๆ
แต่...ไม่ต้องรอให้ลงรถ พอไฟเขียวเลี้ยวรถผ่านสี่แยกได้ 90 องศาฝนและลมก็ดูเหมือนได้ทีพัดเข้ามาเต็มสตรีม
ฝนตกหนักเว่อชิบหาย
ลมแรงที่พัดเข้ามาในประทุนรถพาเอาเม็ดฝนเข้ามาจนเปรยกับตัวเองในใจว่า
ดูจะไม่ต่างอะไรกับในร่มและกลางแจ้ง
มันเปียกจนแทบไม่ต้องไปยืนเปลือยกลางแจ้งให้ฝนซัดใส่เลย
เปียกจริงๆจนต้องเอี้ยวตัวหลบหันหน้าหนีฝนแต่ก็ไม่พ้นอยู่ดี
...ซักพัก วิ่งไปตามท้องถนนจู่ๆไฟถนนก็ดับพรึบ
มองออกไปข้างนอกเห็นแต่ไฟหน้ารถ ร้านรวง ตึก
และบ้านทุกหลังมืดมนลงจนเหมือนจะมีแคมเปญดับไฟช่วยโลกร้อนกันอีกหน
ดูจะได้ผลดีกว่าด้วยเพราะมันดับทุกหลังจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าไฟจะดับได้
หันไปคุยกับเพื่อนอีกระหว่างที่รถวิ่งจนกระทั่งจอดรับคน
...รถจอดยิ่งเหมือนให้ท่า ตกหนักชิบหายวายวอด ผู้โดยสารที่ขึ้นมาทีหลังเปียกพอๆกับคนที่อยู่นอกๆรถ
น้องละอ่อนมองตามทีละคน
จนสะดุดตากับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเข้าให้
ทว่าอาการเปียกซ่กจนถึงกางเกงในสำคัญกว่า
จิกแผ่วๆพอเป็นอาหารตาแล้วจึงกลับมาสู้ศึกกับฝนตกหนักต่อ
"อีดอก ตกหนักแบบนี้ตอนลงรถซวยแน่เลย ต้องข้ามถนนซะด้วย
แถมคนขับก็ไม่ค่อยมีคนใจบุญให้ข้ามอีก โอ้สวรรค์"
แอบจิกกัดประชดฝนเล็กน้อย คิดในใจว่าด่ามันมันคงไม่รู้เรื่อง
ฝนที่รักและชื่นใจทุกครั้งที่ได้สัมผัสคงตกมัน พยศหนักจนคนรักฝนยังขยาด
น้องละอ่อนรอคอยด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ กอดกระเป๋าไว้แนบกาย
เศษตังพร้อมเตรียมเขวี้ยงใส่หน้าคนขับแล้วรีบข้ามถนนได้ทันทีที่ลงรถ
"เอาไงเอากันวะ" หันไปโบกมือบ๊ายบายเพื่อนพร้อมทำหน้าเหี่ยวๆใส่มันด้วยเพราะต้องลองของลงรถก่อนคนแรก
...กดกริ่งวิ่งลงเขวี้ยงตังแล้วรีบข้ามถนนแบบเร็วเว่อเหมือนกำลังแข่งเกมส์โชว์อะไรซักอย่าง
ไม่น่าเชื่อ!คนขับทุกคนเห็นใจคนเดินถนนและหยุดรถ ทันทีที่มีคนจะข้าม ดูท่าว่าน้องละอ่อนมองโลกในแง่ร้ายไปนิดเพราะพอถึงเวลาคับขันทุกคนก็ช่วย เหลือกัน ไม่ได้รีบร้อนจนลืมคนเดินถนนที่เปียกปอน น้องละอ่อนรีบวิ่ง เหยียบน้ำที่ขังไปหลบใต้ชายคา 7-11 ที่นี่ไฟก็ดับเหมือนกันแต่คงจะมีไฟสำรอง เครื่องคิดเงินยังไฟติดและไฟฉุกเฉินก็ยังทำงาน
7-11 เปิดตลอด 24 ชั่วโมงอย่างที่โฆษณาไว้จริงๆ คงมีแต่โลกแตกมั้งที่ทำให้เค้าหยุดบริการได้
ยืนประทับใจแปปนึง หน้าร้านมีคนยืนหลบฝนด้วยกันอยู่เต็ม ออกันอยู่หันหน้าออกไปข้างนอกมองดูธรรมชาติพิโรธวาทัง ร้านชายสีบะหมี่เกี๊ยว โดนลมพัดแรงจนสั่นไหว คนขายปักหลักมั่น รีบเก็บของและสินค้าให้ปลอดภัย น้องละอ่อนกอด อกหนาวสั่นฟันกระทบกันอย่างห้ามไม่ได ้ถ้ามีใครเอื้อมมือมากอดจากด้านหลังก็คงดี นึกได้ว่าอาการหนาวสั่นช่วนเพิ่มอุณหภูมิได้ 2 องศาต่อชั่วโมง แต่ถ้ายังสั่นเป็นลูกหมาตกน้ำอยู่อย่างนี้คงตายก่อนแน่ ถึงตรงนี้น้องละอ่อนก็เดินเข้าไปในเซเว่น จำได้ลางๆว่ามีผ้าขนหนูผืนเล็กๆขายอยู่ ยี่ห้อคาร์สัน หยิบมาคิดเงินหน้าแคชเชียร์ 39 บาท แพงจังตังละละายไปกับสายฝน แต่ก็ต้องเอา ได้ปั๊ปแกะปุ๊ปเช็ดหัวให้แห้งก่อนอันดับแรกเพราะศีรษะเป็นส่วนของร่างกาย ที่สูญเสียความร้อนได้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเกิดอาการไฮโปเทอร์เมียซะก่อน ชิงเช็ดมันซะ กอดอกแล้วถูแขนให้อุ่นขึ้นซักนิดเท่านี้ก็ปลอดภัยแล้ว
พอหายหนาวก็มีเวลามองดูธรรมชาติพิโรธวาทัง น้องละอ่อนมองดูเห็นเก้าอี้พลาสติกปลิวตามแรงลมไถลไปไกลหลายเมตร ร้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยวเริ่มถึงขั้นซุปเปอร์ไซย่า สั่นเป็นเจ้าเข้าและทำท่าจะพลิกปลิวตามลมไปซะงั้น วินมอไซค์น้ำใจงามจึงช่วยกันจับไว้เข็นเข้ามาหลบลมพิงเสา มอเตอร์ไซค์หลายคันที่จอดไว้ล้มคว่ำ แสงฟ้าแลบและเสียงฟ้าร้องดังติดๆถี่กัน พายุครั้งนี้โครตหนักเลย ที่บ้านก็ไม่มีคนอยู่ถึงไปก็ไม่รู้จะเข้าบ้านได้รึเปล่า แถมถ้าทำบ้าๆเหมือนคราวที่แล้วคงได้เป็นหวัดหนักแน่ น้องละอ่อนเลยปักหลักรอฝนหยุดที่เซเว่นนี่แหละ
ซักพักพายุก็สงบเหลือเพียงฝนปรอยๆและฟ้าแลบแปลบปลาบ
แต่น้องละอ่อนยังไม่ชัวร์
กลัวเดินกลับเข้าบ้านอยู่ดีๆอาจโดนฟ้า็ผ่า(ยิ่งถ้าคิดถึงสถานะที่ตัวเอง
เป็นอยู่ยิ่งต้องระวัง
)เลยรออีกซักแปปแบบชัวร์ๆแล้วค่อยเดินกลับ(แต่ตอนเดินกลับฟ้าก็ยังแลบขู่กันอยู่ดี)
แล้วพายุที่รุนแรงก็ผ่านพ้นไปเหลือทิ้งไว้แต่ท้องฟ้าที่สดใสหลังพายุสงบ...
By ละอ่อน
ปล. คืนนั้นไฟดับอยู่นานสองนาน เลยไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวใต้แสงเทียนแบบโรแมนติคซะคืนนึง ตื่นเช้ามาบ้านบางหลังกระเบื้องหลุดไปหลายแผ่น
ปปล. วันรุ่งขึ้นน้องละอ่อนไปสระบุรี นั่งรถผ่านอยุธยาที่พายุถล่มแรงกว่า
ปรากฏว่าเห็นแล้วอึ้งทึ่งเสียว

พระเจ้าจอร์จ เหมือนโดนม็อบแป้งมันถล่ม


